C+

 

เมื่อผมตัดสินใจไปดูหนังรอบสอง เข้าไปนั่งสัปหงกอยู่ในโรงหนังตอนเที่ยงคืน และรู้สึกว่าแท้ที่จริงแล้วหนังบางเรื่อง ผู้ชม, ไม่ควรกลับมาดูซ้ำอีกครั้ง. Iron Man 2 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก หากผมไม่กลับมาดูซ้ำ ผมจะไม่รู้เลยว่า หนังเรื่องนี้ฉาบฉวย.

ทบทวนแล้ว, ทัศนะของผมคงขัดแย้งกับใครหลายคน ซึ่งไม่นับรวมสาวๆ รุ่นราวคราวเดียวกัน (25-30) ที่หลงใหล คลั่งไคล้ ในความเท่ห์ของดาวนีย์ จูเนียร์ อย่างไม่ได้สนใจว่า รายละเอียดส่วนอื่นของหนังดีหรือไม่.

ออกตัวก่อน, ผมไม่ได้มีอคติอะไรกับดาวนีย์เลยสักนิด (ทั้งทั้ง ที่ผมเขียนอะไรต่อมิอะไร ทั้งประชด ทั้งประชัน ไปเมื่อย่อหน้าที่แล้ว) ผมกลับชื่นชมในการแสดงของเขา ทำนองเดียวกัน หากพิจารณากันตรงตรง ความสำเร็จของ Iron Man ทั้งสองภาค มาจากความสามารถในการแสดงของเขาล้วนๆ.

อย่างที่เกริ่นไว้ “ฉาบฉวย” หมายความว่า หนังรวบรัดเกินความจำเป็น. อดตั้งคำถามไม่ได้ว่า หากผมไม่รู้จักการ์ตูนมาร์เวลมาก่อน ผมจะเข้าใจเนื้อหาในช่วงหลังหรือไม่. เช่นตัวละครอย่าง Nick Furry (นำแสดงโดย Samuel L. Jackson) พอไอหมอนี่โผล่ออกมาจากจอ ผมถึงกับกักเก็บอารมณ์ขันไว้ไม่อยู่ ผมไม่เข้าใจเลยว่าผู้กำกับพยายามสื่อ Nick Furry ให้เป็น Nick Furry ในการ์ตูนมาร์เวล หรืออยากสื่อ Nick Furry ให้เป็น Jules Winnfield ใน Pulp Fiction กันแน่ (โดยเฉพาะฉากหนึ่ง ขณะที่พระเอกกับไอหมอนั่นกำลังนั่งคุยกันในร้านโดนัท… พระเจ้า สาบานว่านี่ไม่ใช่หนังเรื่อง Pulp Fiction ใช่มั้ย)

เหมือนกัน, รู้สึกขัดหูขัดตากับตัวละคร Nancy Rushman (หรือ Black Widow) เอามากมาก คือ ไม่เข้าใจว่าผู้กำกับพยายามสื่อ Nancy Rushman ให้เป็น Black Widow ในมาร์เวล หรืออยากสื่อ Nancy Rushman ให้เป็น Charlotte ใน Lost in Translation กันแน่… คือ มีความรู้สึกว่า การแสดงของเธอมันดูนุ่มนิ่มไปหมด

และ, การพยายามเล่าเล่าเล่าอย่างไม่ลืมหูลืมตา เชื่อหรือไม่ว่า ผู้ชมอย่างผมตามไม่ทัน เหมือนกับกับที่พี่คุ่นเคยเขียนบทความ กระโดด/ตัด/ตา/ขาด/วิ่น ในนิตยสารสารคดี http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=353 ซึ่งพี่คุ่นอ้างถึงคำพูดของปู่คลินต์ (Clint Eastwood) ในนิตยสาร TIME ที่ว่า “ถ้าหากว่าเราจะมีวัฒนธรรมพ็อปที่เสนอเพียงภาพวูบวาบฉูดฉาด เราจะไม่มีวันได้โอกาสมองดูอะไรเลย” (“If we’re going to have a pop culture that’s just going to be a lot of flash images, we’re never going to get a chance to look at anything.”)

อย่างที่ปู่คลินต์กล่าว, ผมเสียดายมากที่ไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับตัวตนที่แท้จริงของ Tony Stark, ชายหนุ่มผู้เก็บซ่อนความรู้สึกอันโดดเดี่ยวเดียวดายมาตลอดทั้งชีวิต นับตั้งแต่การจากไปของพ่อและแม่ บุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเขา… คำถามคือ มันจะเสียเวลามากเลยหรืออย่างไร หากพวกคุณ (ผู้ผลิต) จะทำหนังให้มันยาวขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อย หรือถ้าไม่เช่นนั้นก็หั่นฉากที่มันไร้สาระออกไปบ้าง แล้วหันมาให้ความสำคัญกับรายละเอียดของตัวละคร ซึ่งหลังจากนั้น คงเป็นการบ้านของพวกคุณว่า จะเจนจัดแค่ไหนในการสื่อภาพของความเป็นดราม่าออกมา

โดยรวม, ผมขอให้ C+ ก็แล้วกันซึ่งก่อนหน้านี้ ป่าวประกาศว่าให้ B ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า “หนังบ้าอะไรกันวะ แม่งโคตรเท่ห์เลยว่ะ”

 

 

A 

 

ผมไม่ค่อยมีโอกาสดูหนังของคุณเชิดมากนัก อาจเป็นเพราะผมคงเกิดผิดยุค หรือไม่ หนังของคุณเชิดคงหาดูได้ยาก แต่ก็น่าแปลก ทั้งๆที่คุณเชิดก็เป็นคนไทย ผมก็อาศัยอยู่เมืองไทย แต่ทำไมผมสามารถหาดูหนังของ เบิร์กแมน, ทาร์คอฟสกี้, โอสุ ฯลฯ ง่ายกว่าการหาหนังของคุณเชิดมาดู

หรือที่นี่ไม่ใช่ประเทศไทย เพราะผมไม่เห็นใครๆจะสนับสนุนหนังไทยอย่างจริงๆจังๆ (โดยเฉพาะรัฐบาล) บางครั้งผมเห็นหนังดีๆ ฝีมือผู้กำกับคนไทยถูกลอยแพบ้าง ถูกหั่นจากกองเซนเซอร์บ้าง อย่างล่าสุด แสงศตวรรษ ของอภิชาตพงศ์ ก็ได้สัมผัสกับ “พลัง (อิทธิพล) ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า” เข้าอย่างจัง

เชิด ทรงศรี เป็นชาวนครศรีธรรมราช เริ่มกำกับภาพยนตร์ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 ถึง พ.ศ. 2543 แต่ก่อนเขาเคยเป็นคนแกะสลักตัวหนังตะลุงขาย เขารักทุ่งนา ชอบเล่นน้ำ ชอบช้อนปลากัด ฯลฯ เขาจบการศึกษาชั้นมัธยมจากโรงเรียนโยธินบูรณะ เคยศึกษาอยู่ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (สมัยเป็นมหาวิทยาลัยเปิด) แต่ขอลาออกก่อนจบ และเคยศึกษาวิชาการภาพยนตร์ที่ UCLA แบบไม่เอาเครดิต หลังจากสร้างภาพยนตร์ 16 มม. เรื่อง พ่อปลาไหล เสร็จ

แต่ก่อน คุณเชิดเคยเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนประจำตำบลแห่งหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ทุรกันดาร บางครั้งเขาต้องใช้เงินเดือนของตัวเองซื้อพันธ์ผักสวนครัวและไก่มาให้นักเรียนช่วยกันปลูกในโรงเรียน คุณเชิดเคยทำงานอยู่ที่องค์การ ร.ส.พ. โดยเป็นบรรณาธิการนิตยสารยานยนต์ นิตยสารชีวิตใหม่รายสัปดาห์ และวารสารทัศนาจร ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์และโทรทัศน์อย่างเต็มตัว

คุณเชิดสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก โนห์รา ในปี พ.ศ. 2509 จนถึงเรื่องสุดท้าย ข้างหลังภาพ ในปี พ.ศ. 2543 รวมเวลาทั้งสิ้น 34 ปี ในช่วงดังกล่าว เขาได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชาณุญาตให้เชิญภาพถ่ายพระเศวตอดุลยเดชพาหนเป็นตราบริษัทเชิดไชยภาพยนตร์ โดยการตั้งชื่อของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ (บ.ช.) ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมาคมผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ไทย ในสมัยที่พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการทรงเป็นนายกสมาคมฯ

ในช่วงเวลานั้น คุณเชิดได้สร้างชื่อเสียงให้กับวงการภาพยนตร์เมืองไทยอย่างต่อเนื่อง อาทิ ใน พ.ศ. 2524 หนังเรื่อง แผลเก่า ได้รับรางวัลชนะเลิศ (กรังด์ปรีซ์) ในงานมหกรรมภาพยนตร์ Festival des 3 Continents ณ เมืองน็องต์ ประเทศฝรั่งเศส พ.ศ. 2535 ได้รับเลือกให้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์สั้นฉลองครบรอบ 25 ปีอาเซียน เรื่อง คน – ผู้ถามหาตนเอง พ.ศ. 2536 เป็นกรรมการตัดสินการประกวดภาพยนตร์นานาชาติ ณ กรุงโตเกียว พ.ศ. 2537 ภาพยนตร์เรื่อง อำแดงเหมือนกับนายริด ได้รับเลือกเป็นภาพยนตร์ฉายเปิดงาน ในงานมหกรรมภาพยนตร์นานาชาติ Focus on Asia 1994: Fukuoka International Film Festival พ.ศ. 2540 เป็นกรรมการตัดสินภาพยนตร์ งานมหกรรมภาพยนตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และงานมหกรรมภาพยนตร์นานาชาติที่ประเทศสิงคโปร์ พ.ศ. 2546 ชมรมนักวิจารณ์บันเทิงมอบ “รางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จ ในฐานะเป็นศิลปินผู้ประสานความเป็นไทยสู่กึ่งกลางใจความเป็นสากล” และ พ.ศ. 2548 สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติมอบรางวัลสุพรรณหงส์ทองคำเกียรติคุณแห่งความสำเร็จ (Lifetime Achievement) ประจำปี 2547 เป็นต้น[1]

ผมเคยดูหนังของคุณเชิดเพียง 2 เรื่องเท่านั้น คือ แผลเก่า และ ข้างหลังภาพ โดยเฉพาะเรื่องหลัง เป็นหนังที่สร้างแรงกดดันภายในจิตใจของผมอย่างสาหัสสากรรจ์ยิ่งบวกกับความหมายอันลึกซึ้งในนิยายเรื่อง ข้างหลังภาพ ของ ศรีบูรพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์) ยิ่งทำให้หนังดูมิติมากยิ่งขึ้น เพราะ ข้างหลังภาพ ของศรี บูรพา สะท้อนเรื่องราวของตัวละครได้อย่างสมจริง เป็นนรกในใจของลูกผู้หญิงที่ถูกม่านหมอกทางวัฒนธรรมสมัยเก่าเข้ามาบดบังความรู้สึก “รัก” ภายในใจ

ข้างหลังภาพ เล่าเรื่องความรักระหว่าง นพพร ชายวัย 22 ปี ที่ต้องจากบ้านจากเมืองมาศึกษาเล่าเรียนในต่างแดนและไม่รู้จักความรักมาก่อนในชีวิต กับ หม่อมราชวงศ์กีรติ หญิงวัย 35 ที่มาฮันนีมูนกับท่านเจ้าคุณอธิการบดี แต่ด้วยวัยที่ต่างกันมาก ท่านเจ้าคุณจึงมอบหมายให้นพพรเป็นคนพาคุณหญิงไปเปิดหูเปิดตาแทน ทั้งสองได้มีโอกาสใกล้ชิดกันตลอดช่วงเวลา 2 เดือน ซึ่งก่อเกิดเป็นความรักต่างสถานะและต่างบริบททางสังคม

ผมเชื่อว่าความรักเป็นเรื่องส่วนตัวมากๆ มนุษย์มีความรักในแบบฉบับที่แตกต่างกันออกไป เหมือนคุณหญิงกีรติ ความรักของเธอดำรงอยู่ภายในความรู้สึกขัดแย้งภายในลึกๆระหว่าง การอบรมบ่มนิสัยในแบบไทย กับ กรอบความคิดแบบตะวันตก ดังเช่นบทวิจารณ์ของบัวหลวง (น. ประภาสถิต) นักเขียนหญิงรุ่นเดียวกับศรีบูรพา เธอให้ทัศนะไว้ว่า “คติที่ได้จากหนังสือเรื่องนี้ก็คือ หม่อมราชวงศ์กีรติเป็นแบบหนึ่งของสุภาพสตรีไทยในสังคมของเรา ยังอยู่ในหัวเลี้ยวระหว่าง ‘เก่า’ และ ‘ใหม่’...” [2]

คุณหญิงกีรติเป็นตัวละครที่ค่อนข้างซับซ้อนและเข้าใจยาก ยิ่งสำหรับคนในยุคนี้ยิ่งยากเป็นทวีคูณเพราะเราไม่เคยสัมผัสกับสภาพสังคมในยุคนั้นมาก่อน แต่นับว่าโชคดี ผมมีโอกาสได้อ่านบทปาฐกถาของคุณ กุหลาบ สายประดิษฐ์ มาบ้าง โดยเฉพาะในหัวข้อเรื่อง สถานะของสตรีตามที่เป็นมาในประวัติศาสตร์[3] มันทำให้ผมเข้าใจตัวละครคุณหญิงกีรติมากขึ้น

“…ในเรื่องฐานะของสตรีและกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่างๆที่ผูกมัด พวกสตรีเองมักจะยอมรับเอาฐานะและกฎเกณฑ์ต่างๆที่เขาผูกพันพวกเธอเข้าไว้ตั้งแต่เกิดมาโดยไม่ปริปากว่ากระไรเลย แม้ว่ากฎเกณฑ์บางข้อจะดูพิกลพิการ และอยุติธรรมเพียงใด พวกเธอก็มักจะรับเอาไว้โดยไม่วิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด…”

ในส่วนของหนัง คุณเชิดฉายภาพของคุณหญิงกีรติได้ชัดเจมาก เป็นคุณหญิงกีรติในแบบฉบับของศรีบูรพาอย่างแท้จริง คือ เป็นสตรีที่มีความรอบคอบ สุภาพเรียบร้อย อ่อนหวาน ซื่อสัตย์กตัญญู และเต็มไปด้วยคุณงามความดีในตัวเอง ซึ่งยกเป็นคุณสมบัติที่ดีของสตรีไทยในยุคนั้นทั้งสิ้น ส่วนองค์ประกอบอื่นๆในหนัง คงไม่ต้องพูดอะไรมาก เพราะประสบการณ์การทำงานของคุณเชิด มันฟ้องอยู่ในตัวเลข “34” นั้นแล้ว

ผมประทับใจซีเควซ์สุดท้ายที่คุณหญิงกีรติบอกกับนพพรว่า “เป็นไปไม่ได้หรอก เพราะว่าเธอไม่ใช่ของฉัน…เธอไม่เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง เธอไม่เข้าใจทั้งหมด และไม่เข้าใจแม้แต่ตัวของเธอเอง” ผมรู้สึกว่า คำพูดเหล่านี้สะท้อนถึงความรู้สึกของคุณหญิงกีรติไว้ลึกๆว่า “อันที่จริงแล้ว ตัวคุณหญิงเองนั่นแหล่ะที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเธอเองเลยแม้แต่น้อย” กระนั้น ผมก็ยังเคารพในการตัดสินใจของเธอ ถึงแม้มันอาจจะไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุดก็ตาม แต่เธอก็ได้ตัดสินใจทำมันตามประสงค์

เพื่อรักษาคุณงามความดีไว้จนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต

[1] อ้างอิงจาก เชิด ทรงศรี เลือดเนื้อของหนังไทย บรรณาธิการโดย ธัชตะวัน ทรงศรี, 2549
[2] อ้างอิงจาก ข้างหลังภาพ : ฉบับ 100 ปี นักเขียนไทย ศีรบูรพา โดย ศรีบูรพา, 2548
[3] อ้างอิงจาก ประวัติศาสตร์สตรีไทย โดย กุหลาบ สายประดิษฐ์, 2519

 

B+ 

 

“แม่บอกว่าถ้าผมหลงทาง ผมต้องอยู่กับที่ แม่จะได้หาผมเจอ” เจเรมี่ (นำแสดงโดย จู๊ด ลอว์) เล่าเรื่องของเขาสมัยเด็กๆให้กับอลิซาเบธฟัง ขณะนั้นเธอดูเหมือนสนใจในสิ่งที่เขาพูด ตรงกันข้าม ผมกลับรู้สึกว่าเธอไม่ได้อินไปกับเรื่องราวเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย

My Blueberry Nights ผลงานการกำกับภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกของ หว่อง กา ไว (Wong Kar Wai) ที่ได้นักแสดงชั้นนำมาร่วมทีม อาทิ นอราห์ โจนส์ (Norah Jones) จู๊ด ลอว์ (Jude Law) ราเชล ไวซ์ (Rachel Weisz) และ นาตาลี พอร์ตแมน (Natalie Portman)

หนังของกาไวส่วนมากเทห์ มีไสตล์ส่วนตัวชัดเจน งานแต่ละชิ้นของเขามักได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เคว็นติน ทารันติโน่ (Quentin Tarantino) ผู้กำกับขวัญใจหนังเด็กแนว ถึงกับยกย่องว่ากาไว “เป็นผู้กำกับที่ยอดเยี่ยมที่สุด ที่เผยตัวออกมาในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา”

หนังเล่าถึงการเดินทางของอลิซาเบธ หญิงสาวผู้ผิดหวังจากความรัก เธอได้ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อค้นหาและทบทวนความหมายของชีวิตอีกครั้ง แต่ลึกๆ เธอหวังว่าการเดินทางครั้งนี้จะสามารถรักษาแผลในใจได้

การเดินทางเริ่มขึ้นตั้งแต่การเข้ามาของเจเรมี่ เจ้าของร้านกาแฟที่มีพายบลูเบอรรี่สุดอร่อยรอไว้บริการ เขาแนะนำให้เธอรู้จักกับแง่มุมที่แตกต่างออกไปผ่านกุญแจที่ถูกทิ้งไว้ พายบลูเบอรี่ และกล้องวีดีโอวงจรปิด มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เราสามารถเรียนรู้ความเป็นไปของเจเรมี่ “ชายหนุ่มจากแมนเชสเตอร์ เขาวางแผนและมีความฝันจะวิ่งมาราธอนทุกรายการในประเทศนี้ เริ่มที่นิวยอร์ก เขาจะเขียนบันทึกประสบการณ์แล้วลงเอยด้วยการเปิดร้านกาแฟ ต่อมาสาวรัสเซียคนหนึ่งได้กุญแจนี้ไป เธอชอบสะสมกุญแจและเฝ้าดูตะวันตกดิน โชคร้ายที่เธอชอบตะวันตกดินมากกว่ากุญแจ“เจเรมี่ทิ้งท้าย

หลังจากนั้นอลิซาเบธตัดสินใจออกเดินทางไปเมมฟิสและได้งานทำสองแห่ง ตอนกลางวันเธอทำงานในร้านอาหาใจกลางเมือง ส่วนกลางคืนเธอทำงานในบาร์เล็กๆ ซึ่งทั้งสองที่ อาร์นี่ (นำแสดงโดย เดวิด สเตรทธาร์น) ชายหนุ่มวัยกลางคนที่ผิดหวังจากความรัก จะแวะเวียนมาเป็นประจำ วันหนึ่งอาร์นี่ได้พบกับภรรยาเก่าอีกครั้ง เขาตัดสินใจเข้าไปคุยกับเธอแต่ถูกปฏิเสธ อาร์นี่เสียใจมากและเริ่มดื่มเหล้าหนักในคืนนั้น ก่อนกลับเขาสารภาพกับอลิซาเบธว่า “ผมเป็นราชาแห่งชิบสีขาว” (อยากรู้ว่ามันคืออะไรต้องดูเอาเอง)

สุดท้ายอลิซาเบธตัดสินใจเดินทางไปเวกัส เธอได้งานทำในคาสิโนแห่งหนึ่ง ที่นั้นเธอได้พบกับเลสลี่ (นำแสดงโดย นาตาลี พอร์ตแมน) หญิงสาวผู้รักการเสี่ยงดวงเป็นชีวิตจิตใจ คืนหนึ่ง เลสลี่เสียไพ่จนหมดตัว เธอยื่นข้อเสนอกับอลิซาเบธว่าเธอต้องการเงิน 2,200 เหรียญ เพื่อกลับเข้าไปเสี่ยงดวงอีกครั้ง ถ้าเธอชนะเธอจะจ่ายเพิ่มให้อลิซาเบธหนึ่งในสามส่วน แต่ถ้าเธอแพ้เธอจะยกรถจากัวร์คันงามของเธอให้แทน

ผมจะไม่เล่าเรื่องย่อต่อเพราะมันอาจทำให้ใครบางคนเสียอรรธรสในการชม ในฐานะคนดู ผมบอกได้แต่เพียงว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับอลิซาเบธมันสอนให้เธอรู้ว่า “การเพ่งความสนใจไปที่เรื่องอื่น ไม่ได้ช่วยให้เธอลืมเรื่องราวต่างๆในอดีตได้เลยแม้แต่น้อย” – ซึ่งมันเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากว่ารถคันแรกของเธอเป็นไหนๆ

อารอน ฮิลลิส (Aaron Hillis) ถามกาไวว่า “ทำไมคุณถึงไม่ใช้พายมะนาว พาร์เฟ หรืออะไรอย่างอื่นแทนการใช้พายบลูเบอรรี่ในหนัง” (มีหลายคนเคยถามผมด้วยคำถามแบบนี้บ่อยมาก) กาไวตอบเพียงสั้นๆ “…เพราะสีมันเข้ม ผมจึงต้องใส่มันไปพร้อมๆกับวิฟครีมและไอศกรีม มันดูท้าทายที่ผมจะนำเอารสชาติของพวกมันมาฉายให้เห็นในหนัง” ดังนั้นพายบลูเบอรรี่จึงไม่ใช่สัญลักษณ์และการอุปมาใดๆ (ตามความเข้าใจของผม) มันเป็นเพียงสิ่งเล็กๆซึ่งแสดงถึงความเชื่อมโยงในหนังระหว่างอารมณ์อันหว้าเหว่ของตัวละครกับบรรยากาศอันเงียบเหงา แต่ผลลัพธ์กลับทำให้หนังดูวาบหวาม จับใจ

เช่นเดียวกับฉากจูบสุดท้ายในหนัง ผมยกย่องให้มันเป็นฉากที่โรแมนติกที่สุดแห่งปี มันทำให้ผมหวนคิดถึงเพลงของคุณ พิทยา บุญยรัตพันธ์ ชื่อเพลง “จูบ” (จูบ คุณคิดว่าไม่สำคัญแต่เมื่อคุณจูบฉัน ทำไมฉันสั่นไปถึงหัวใจ…) ผมจำได้ ตอนที่หนังออกมาเป็นดีวีดีใหม่ๆ ผมซื้อไปให้แม่ดู (แม่ชอบดูหนังโรแมนติกเอามากๆ) คุณเชื่อมั้ย ไม่ถึงครึ่งเรื่องแม่หลับ แม่บอกผมว่า “หนังอะไรงงจัง” พับผ่า! ตอนนั้นผมถึงกับอึ้ง แต่ก็พยายามคะยั้นคะยอให้แม่ดูต่อ จนกระทั่งฉากสุดท้ายนี่แหละ แม่ดูจบถึงกับร้องเพลงของคุณพิทยาออกมาทันที

สำหรับผม My Blueberry Nights เป็นหนังแนวโรแมนติกที่ดีที่สุดในปีนี้ ผมไม่สนใจว่ามันจะเป็นหนังของผู้กำกับชาติใด ถ่ายที่ไหน หรือนักแสดงเป็นใคร เพราะผมเชื่อว่า ไม่ว่าคุณเป็นใคร เวลาคุณเหงา คุณเศร้า มันแสดงออกมาในแบบเดียวกัน หรือเวลาคุณอกหัก ตกหลุมรัก มันมีสาเหตุมาจากสิ่งเดียวกันแทบทั้งสิ้น

โดยภาพรวม ผมชื่นชมกับการทำงานของหว่อง กาไว เขาเป็นผู้กำกับคนหนึ่งที่ตั้งใจทำหนัง เขาจริงจังกับรายละเอียดทุกส่วน การสร้างบรรยากาศ อารมณ์ และจังหวะ สอดประสานกันได้อย่างลงตัว ยิ่งบวกกับเพลงประกอบของนอร่าห์ โจนส์ ยิ่งทำให้หนังดูมีมิติมากขึ้น เสมือนเป็นบทกวีที่กลั่นกลอง

มาจากภาพและเสียงในจิตใจของตัวละคร